ตามรอยประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสร่องรอยอารยธรรมที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในเวียงจันทน์

ตามรอยประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสร่องรอยอารยธรรมที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในเวียงจันทน์

แม้หน้าประวัติศาสตร์สมัยสงครามจะจบลงไปนานแล้วกว่า 100 ปี แต่มนต์เสน่ห์ของเวียงจันทน์นั้นไม่เคยเลือนหายไปตามกาลเวลา หากแต่ยิ่งทวีความงดงามและกลิ่นอายศิลปะสุดแสนจะคลาสสิกไว้ตามร่องรอยบนตึกรามบ้านช่องต่างๆ ทั่วเวียงจันทน์หรือที่หลายๆ คนคุ้นหูกันดีกว่า  “สถาปัตยกรรมสไตล์โคโลเนียล (Colonial  Style  Architecture)” โดย Colonial Style นั้นมีความหมายมาจาก Colony หรือที่แปลว่าอาณานิคมและประเทศลาวนั้นได้รับอิทธิพลมาตั้งแต่สมัยที่ฝรั่งเศสเข้ามายึดครองโดยฝรั่งเศสนั้นได้ตั้งชื่อว่าลาวและมีการแบ่งแยกดินแดนการปกครอง ซึ่งเวียงจันทน์นั้นปกครองโดยข้าราชการชาวฝรั่งเศสซึ่งเป็นศูนย์กลางการบริหารในขณะนั้นด้วย

 

สถาปัตยกรรมสไตล์โคโลเนียลในเวียงจันทน์นั้นหาได้ไม่ยากเพราะมีลักษณะโดดเด่นในเรื่องของดีไซน์รูปทรงอาคาร โดยสามารถสังเกตได้จากจุดเด่นต่างๆ ดังต่อไปนี้

 

  • รูปทรงของตัวอาคารจะเป็นลักษณะสี่เหลี่ยมแบบสมมาตร
  • ด้านหน้าของอาคารชั้นล่างมักออกแบบเป็นซุ้มโค้งคล้ายเกือกม้าสร้างอย่างต่อเนื่องเพื่อทำทางเดิน
  • มีการใช้เสาสูงเป็นแนวรับชายคากว้าง ตกแต่งด้วยลายก้นหอยหรือใบไม้ขนาดใหญ่
  • มีการออกแบบแนวเส้นประตูหน้าต่างเป็นแนวเดียวกัน  ผนังส่วนใหญ่เป็นผนังไม้ตีซ่อนเกล็ดสลับกับโครงสร้างปูน
  • เน้นการออกแบบให้มีระเบียงโดยรอบ

 

โดยในยุคปัจจุบันนั้นนักท่องเที่ยวสามารถชมความสวยงามของอาคารสไตล์โคโลเนียลได้ตามถนนหนทางเกือบทุกแห่งทั่วเวียงจันทน์  ซึ่งอาคารบางแห่งได้ถูกปรับปรุงเป็นสถานที่ราชการ บ้างก็ได้รับการพัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ชาติลาว  ส่วนอาคารอื่นๆ บางแห่งก็ถูกจัดตั้งเป็นสถานทูตของประเทศต่างๆ   อาทิ ทำเนียบรัฐบาลลาวที่ได้มีการบูรณะจากอาคารหลังเดิมหากแต่ยังคงกลิ่นอายของศิลปะสไตล์โคโลเนียลไว้อยู่อย่างเต็มเปี่ยม และแน่นอนว่าไม่ใช่แค่เพียงสถาปัตยกรรมของเวียงจันทน์ที่ถูกปกคลุมไปด้วยอารยธรรมจากประเทศฝรั่งเศสเพียงเท่านั้น แต่เรื่องอาหารการกินของชาวลาวในเวียงจันทน์นั้นก็เรียกได้ว่ารับอิทธิพลจากฝรั่งเศสมาเต็มๆ เช่นกัน ทั้งกาแฟ เบเกอรี่ชนิดต่างๆ และขนมปังบาแก็ต ที่ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็จะพบเห็นของกินเหล่านี้ได้อยู่ทั่วเวียงจันทน์ โดยเฉพาะขนมปังบาแก็ต หรือ ข้าวจี่ ปาเต้ ที่หาซื้อรับประทานได้ง่าย โดยสูตรข้าวจี่ของชาวลาวนั้นมีการนำไปปรับปรุงสูตรให้แตกต่างกับการกินสไตล์ฝรั่งเศสตรงที่ชาวลาวนั้นจะนำขนมปังบาแก็ตมาผ่าออกตามความยาว จากนั้นก็ใส่ไส้ต่างๆ ตามลงไปตามชอบ ไม่ว่าจะเป็นหมูสับ หมูยอ หมูแดง หมูหยอง รวมไปถึงผักหั่นยาวชนิดต่างๆ ทั้งมะละกอ แครอท แตงกวา ผักชี ฯลฯ

 

และนอกเหนือจากเมนูข้าวจี่อันเลื่องชื่อแล้ว อิทธิพลในด้านของกินจากประเทศฝรั่งเศสที่มาเผยแพร่ในประเทศลาวยังไม่หมดแค่นี้ เพราะในส่วนของประเพณีจิบชายามบ่ายนั้นก็ได้แทรกซึมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชาวเวียงจันทน์ด้วยเช่นกัน สังเกตได้จากเบเกอรี่เมนูต่างๆ ที่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย อีกทั้งในเวียงจันทน์นั้นยังมีคาเฟ่ตั้งอยู่มากมายทั้งตามย่านท่องเที่ยวและภายในโรงแรมหรู โดยส่วนมากมักมีเบเกอรี่วางจำหน่ายอย่างครบครันไม่ว่าจะเป็นมาการอง ครัวซองค์ เมอแรงค์  พาย เครป  และเค้กอีกหลากหลายรูปแบบที่หน้าตานั้นเหมือนนำเข้ามาจากประเทศฝรั่งเศสไม่มีผิดเพี้ยน


หากใครที่ได้มีโอกาสแวะมาเยี่ยมเยือนเวียงจันทน์เมืองแห่งประวัติศาสตร์แห่งนี้ และอยากลองชิมเบเกอรี่รสชาติละมุนพร้อมเครื่องดื่มอย่างกาแฟระดับพรีเมียมส่งตรงจากปากเซแท้ๆ แนะนำให้แวะมาเช็คอินที่โรงแรมคราวน์ พลาซ่า เวียงจันทน์ แล้วเตรียมตัวมาสัมผัสความอร่อยแบบเต็มๆ ได้ที่ Elephant Lounge พื้นที่พักผ่อนแสนสบายที่พร้อมเสิร์ฟความอร่อยหลากหลายให้คุณเป็นคนเลือกสรรเมนูสุดโปรดได้เอง ไม่ว่าจะเป็นเมนูเครื่องดื่มประเภทกาแฟ ชา รวมไปถึงสปาร์คกลิ้งไวน์ ที่เสิร์ฟพร้อมกับเมนูของหวานหลากหลายชนิดทั้งครัวซองค์ มาการอง ขนมปังบาแก็ต เค้ก ฯลฯ ทริปหน้าอย่าพลาดจองตั๋วเครื่องบินไปเที่ยวเวียงจันทน์กันดีกว่า!