ประวัติความเป็นมาของ วัดสีสะเกด
ชีวิตของผู้คนส่วนมากเวียงจันทน์นั้นผูกพันและเวียนวนอยู่กับวัดวาอาราม พระพุทธศาสนาเป็นส่วนสำคัญยิ่งของวัฒนธรรม และผู้ชายส่วนใหญ่มักจะใช้เวลาช่วงหนึ่งของชีวิตในการอุปสมบทหรือบรรพชาเป็นพระภิกษุสามเณร วัดไม่เพียงแต่เป็นสถานที่ที่ผู้คนมาพบปะ ร่วมรับประทานอาหาร สวดมนต์ไหว้พระ และรับพรเท่านั้น แต่เทศกาลงานบุญประเพณีหลัก ๆ ส่วนใหญ่ก็มักจะมีวัดเป็นศูนย์กลางในการจัดงานเช่นเดียวกัน ตำนานพื้นบ้าน ศาสนา และประวัติศาสตร์ ได้หลอมรวมเข้าด้วยกันในเรื่องราวเบื้องหลังของวัดวาอารามหลายแห่งในเวียงจันทน์ ซึ่งวัดที่เก่าแก่ที่สุดและเป็นหนึ่งในวัดที่น่าหลงใหลที่สุดก็คือ วัดสีสะเกด

ตั้งอยู่ท่ามกลางสวนอันร่มรื่น ตัววัดเองคือสิ่งปลูกสร้างอันงดงามที่สร้างขึ้นโดยพระราชดำริของ เจ้าอนุวงศ์ ซึ่งปัจจุบันรูปปั้นของพระองค์ยืนสง่างามทอดพระเนตรข้ามไปยังฝั่งไทยจากสวนสาธารณะที่มีพระนามของพระองค์ วัดสีสะเกดถูกสร้างขึ้นในต้นศตวรรษที่ 19 เพื่อเป็นวัดส่วนพระองค์ แต่เพียงไม่กี่ปีหลังจากสร้างเสร็จ เวียงจันทน์ก็ถูกทำลายโดยกองทัพผู้รุกราน ในปัจจุบัน ณ สี่แยกอันแสนวุ่นวายแห่งนี้ มันยากที่จะจินตนาการถึงภาพที่นักสำรวจชาวฝรั่งเศสได้พบเห็นเมื่อเดินทางมาถึงเมืองหลวงในช่วงทศวรรษที่ 1860 และได้พบวัดสีสะเกดตั้งอยู่เพียงลำพัง โอบล้อมด้วยป่าดงดิบและซากปรักหักพังของพระราชวังและวัดวาอารามหลังเก่า
วัดแห่งนี้มีความแปลกตา ทั้งเนื่องจากการผสมผสานที่หลากหลายของรูปแบบสิ่งปลูกสร้างทางพุทธศาสนา และการวางตำแหน่งของสิม (พระอุโบสถ) ตามขนบประเพณีแล้ว วัดวาอารามจะสร้างขึ้นในแนวขนานกับแม่น้ำ แต่การสร้างวัดแห่งนี้กลับสร้างในแนวเฉียง เพื่อว่าในเวลาที่พระมหากษัตริย์ทรงสวดมนต์ไหว้พระ ปลายพระบาท (เท้า) ของพระองค์จะชี้ไปทางแม่น้ำโขง ตัวสิมมีหลังคา 5 ชั้นสไตล์ไทย ในขณะที่หลังคาของหอไตร ซึ่งเคยเป็นที่เก็บรักษาพระไตรปิฎกโบราณนั้นเป็นสไตล์พม่า ส่วนเหตุผลที่วัดแห่งนี้รอดพ้นมาได้นั้นยังคงเป็นเรื่องที่คาดเดาไปต่าง ๆ นานา อาจเป็นเพราะการออกแบบสิมเป็นสไตล์ไทย หรือการอยู่ใกล้กับพระราชวัง กองทัพผู้รุกรานจึงใช้อาคารวัดแห่งนี้เป็นค่ายทหารของพวกเขา ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม วัดแห่งนี้เพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่ได้รับการปกป้องไว้
พระพุทธรูปเก่าแก่และบางส่วนที่ชำรุดจำนวนหลายพันองค์ถูกเก็บรักษาไว้ตามระเบียงคด ซึ่งบางองค์มีอายุเก่าแก่นับศตวรรษ พระพุทธรูปถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเมื่อมีองค์ใดชำรุดก็จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาด้วยความเคารพ ซึ่งวัดสีสะเกดมีสิ่งนี้มอบให้ ภายในตัวสิมเองก็มีพระพุทธรูปอีกจำนวนมาก รวมถึงพระพุทธรูปหินสไตล์ขอมที่ปกป้องโดยพญานาค ซึ่งมีอายุตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 และพระพุทธรูปองค์จำลองของพระบาง ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเมืองหลวงพระบาง ด้านหน้าของพระพุทธรูปเหล่านี้มีเชิงเทียนอันสลักเสลาซับซ้อน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงแนวคิดทางพุทธศาสนาเกี่ยวกับโลก นับตั้งแต่เขาพระสุเมรุอันเป็นที่ประทับของเหล่าเทวดา ลงมาจนถึงหมู่ปลาที่กำลังแหวกว่ายอยู่ในมหาสมุทรจักรวาล โดยมีพญานาคคอยปกปักรักษาอยู่แต่ละข้าง และบนผนังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังปูนปั้นจากศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของชาดกซึ่งกล่าวถึงอดีตชาติของพระพุทธเจ้า
ในแต่ละปี ช่วงกลางเดือนเมษายน พระพุทธรูปจะถูกอัญเชิญออกมาเพื่อสรงน้ำทำความสะอาดซึ่งเป็นส่วนสำคัญของพิธีกรรมฉลองปีใหม่ ในวัดสีสะเกด พวกเขาจะใช้รางไม้ที่เรียกว่า "โฮงฮด" (รางรด) ซึ่งถูกแกะสลักอย่างงดงามเป็นรูปพญานาค น้ำอบน้ำหอมจะไหลผ่านรางรดนี้ลงสู่พระเศียร (หัว) ของพระพุทธรูปและพระสงฆ์ รางรดนี้ตั้งอยู่บริเวณด้านหลังของสิม เพื่อรอการปฏิบัติหน้าที่ประจำปี
เมื่อคุณเดินผ่านบริเวณสวน ลองมองหาศิลปิน "บุญเส็ง" ผู้ที่ใช้เวลาในแต่ละวันอยู่ท่ามกลางสถูปเจดีย์ในการวาดภาพอันละเอียดอ่อนซับซ้อนของตัววัด รวมถึงเรื่องราวตำนานพื้นบ้านและประวัติศาสตร์ของลาวและพุทธศาสนา นอกจากนี้ คุณอาจจะอยากแวะชม หอพระแก้ว ที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งแต่เดิมสร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานพระแก้วมรกต ซึ่งปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่เรื่องราวนั้นเราจะมากล่าวถึงในโอกาสต่อไป